2 โน๊ต ซีดี
2 โน๊ต ซีดี
พระมงคลชัย กิตติโสภโณ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น
นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้นเป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลิน มิได้แล้ว จักเย็น(มรณะภาพ)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้แล
(ธาตุสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง ๒๕/๒๒๒/๑๙๒)
นิพพานธาตุ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำบางสายในโลกที่ไหลไป ย่อมไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนยังตกลงมาจากอากาศ ความพร่องหรือความเต็มของมหาสมุทรย่อมไม่ปรากฏเพราะเหตุนั้น ภิกษุจำนวนมากก็เหมือนกัน ถ้าแม้ยังปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความพร่องหรือความเต็มของนิพพานธาตุย่อมไม่ปรากฏ เพราะเหตุนั้น แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์
(พระไตรปิฎก ฉบับหลวง ๗/๔๖๑/๑๘๔)
นิพพานก็มีความหมายดังที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้แล
และอยากฝากไว้
การภาวนาทำได้ทุกเวลาไม่ขึ้นอยู่กับกาลกับเวลา เวลาใดก็ได้ที่เราสามารถมีสติรู้กายมีสติรู้ใจตนเองได้ เวลานั้นแหละคือเวลาภาวนา ยกเว้นตอนขับรถ ตอนฟังเสียงครูสอนหนังสือ
และในระยะเวลาที่เป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่นี้ เราควรจะเปลี่ยนจุดหมายทางใจใหม่เสีย จากที่คิดว่า
จะใช้ชีวิตนี้ทั้งชีวิต ทำงานหาเงินหาทองมาใช้เลี้ยงชีพและครอบครัว และรวบรวมสะสมไว้มากๆ แล้วก็ทำพินัยกรรมแบ่งโภคทรัพย์ ให้ลูกหลาน
เมื่อยามสิ้นลมหายใจแล้วก็ให้ตกเป็นของลูกของหลานไป ส่วนเราก็ตายไปแบบ ขาดทานศีลภาวนา มันคุ้มหรือไม่
ที่เราไม่แสวงหาประโยชน์ภายในของตนเลย ไม่คุ้มเลย เกิดมาทำงานเหนื่อยแทบเลือดตากระเด็นเพื่อแลกกับโภคทรัพย์
จนชีวิตดำเนินมาถึงบั้นปลาย หนังก็เหี่ยว ฟังธรรมะก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เงอะๆงะๆ พึ่งจะหวนมาหา ทานศีลภาวนา ผมว่าไม่คุ้มเท่าไร่เลยฮะ
ทางที่ดีถ้ายังไม่มีพันธะมาก แนะนำควรสละเรือนสละหน้าที่การงานออกบวชเสีย ในแต่ละวันจะได้มีเวลาใช้ภาวนามาก
และเมื่อบวชแล้วอย่าอยู่จำวัดที่วัดบ้าน
เพราะวัดบ้านกิจที่ไม่ใช่การภาวนาเยอะมาก ซึ่งเสียเวลาอันมีค่ามหาศาลมากในการภาวนา
ควรบวชแล้วไปอยู่วัดป่าที่เงียบๆที่ท่านสอนภาวนา สอนเดินจรงกรม ในแนวทางเหมือนหลวงปู่มั่นสอน
หรือหากยึดการงานมาก ออกบวชไม่ได้ ก็ควรจะภาวนาควบคู่ไปด้วยกับการงานในชีวิต
อย่าได้เสียทีที่ได้เกิดมาเจอพุทธศาสนา เจอวิธีการเจริญวิปัสสนาภาวนาของบุรุษที่รู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่างคือพระพุทธเจ้า
พระองค์รู้ด้วยว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่พระองค์ได้รู้ด้วยพระสัพพัญญูตะญาญ(ญาญรู้สิ่งทั้งปวงรูุ้ทุกเรื่องรู้ทุกอย่าง) อะไรที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ที่สุด มนุษย์ควรจะตักเอาอะไรในขณะที่เกิดมา
พวกเราคือพวก(ไม่มีตาคือตาบอด ไม่มีสัพพัญญูตญาญเหมือนท่าน ไม่รู้เลยว่าได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วควรจะคว้าเอาอะไรที่เป็นประโยชน์ที่สุด
แต่ถ้าพวกเรามีตาคือมีสัพพัญญูตญาญ รู้ทุกอย่าง เราก็จะเลือกความพ้นทุกข์คือนิพพานอย่างแน่นอน เพราะเห็นว่ามันมีประโยชน์ที่สุด
แต่ว่าตอนนี้ก็มีผู้บอกทางที่เป็นประโยชน์ที่สูงสุดแล้วไม่ใช่หรอ ทางที่ปฏิบัติให้เข้าถึงนิพพาน โดยปฏิบัติตามคำสอนท่าน
ทำไมเราต้องไม่อยากได้ประโยชน์ที่แท้จริงด้วยนะ แต่กลับไปถือเอาแต่ประโยชน์ทางโลกอย่างท่าเดียว เหมือนคนมีตาเดียว
ประโยชน์ที่แท้จริงมีอยู่3ข้อ
1 เอาตัวเองให้บรรลุธรรมก่อน(ใน4ขั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์)
2 ปราถนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคตเพื่อที่จะช่วยชี้ธรรมให้สรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดออกจากทุกข์
3 ปราถนาเป็นพระปัจเจก คือบรรลุธรรมที่สิ้นทุกข์เอง
ฉะนั้น
จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ปฏิบัติภาวนาทางจิตควบคู่ไปทุกวันไปจนตายนะ
ผู้ใดมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเชื่อคำสอนพระองค์อยู่แล้ว ไม่ต้องอ่านหัวข้อข้างล่างนี้ต่อไปนี้ก็ได้นะครับ
พระพุทธเจ้ารู้จริงหรือ
อยากจะยกหลังฐานมาประกอบว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
เพราะคนสมัยนี้ฉลาดมาก ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าขาดหลักฐาน
ขอให้อ่านให้จบก็แล้วกัน
ขอยกเอาวิทยาศาสตร์มาพิสูทธิคำสอนนะครับ สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ก่อนวิทยาศาสตร์ก็คือ จะขอยกแค่ 2 เรื่อง
คือเรื่องภายในกับเรื่องภายนอก
1.เรื่องภายใน คือเรื่องลำดับการเกิดเป็นมนุษย์ ตั้งแต่มีวิญญาณมาปฏิสนธิ จนมีการเจริญเติบโตขึ้น .....ปฏิสนธิ หมายถึงการเกิดขึ้นของมนุษย์และสัตว์
แต่ในทางพุทธศาสนา มีคติที่แตกต่างไปจากวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องการตายแล้วเกิด
องค์ประกอบในการเกิดมนุษย์
ใน มหาตัณหาสังขยสูตร พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึงการที่มนุษย์ได้ก่อกำเนิดขึ้นในครรภ์มารดาว่า ต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1 . มาตา อุตุนี โหติ มารดามีระดู
2 . มาตาปีตโร สนฺนิปติตา โหนฺติ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน
3 . คนฺธพฺโพ ปจฺจุปฎฺฐิโต โหติ มีสัตว์มาเกิด
(ม . มู 12 / 452 / 487)
"ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่คันธัพพะยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย(ก็คือร่วมเพศกัน) มารดามีระดูด้วย(ก็คือเป็นประจำเดือนแล้วมีไข่สุกแล้วด้วย)
คันธัพพะก็ปรากฏด้วย (ก็คือจิตวิญญาณจากภพอื่นมาสิง*กลละ) เพราะความประชุมพร้อมแห่งเหตุปัจจัย 3 ประการอย่างนี้ ความเกิดแห่งทารกจึงมี"
และสูตรนี้ [๒๓๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาอินทะกูฏ
เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
“ ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า รูป(ร่างกาย) ไม่ใช่ ชีวะ(จิต)
สัตว์นี้จะมีร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอ
กระดูกและก้อนเนื้อมาจากไหน
สัตว์นี้จะอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร”
{๘๐๓} พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
รูปนี้เป็นกลละก่อน*
จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ*
จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ (ชิ้นเนื้อเล็ก)
จากเปสิเกิดเป็นฆนะ (เป็นก้อน)
จากฆนะเกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม ต่อจากนั้นผมขนและเล็บจึงเกิดขึ้น มารดาของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์นั้น
บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด
สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น
ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปในครรภ์
ด้วยข้าวน้ำโภชนาหารอย่างนั้น
๑ กลละ หมายถึงรูปละเอียดมีลักษณะกลมใส ขนาดเท่าหยดน้ำมันที่ติดอยู่บนขนแกะซึ่งเหลือจากการสบัด ๓
ครั้ง (สํ.ส.อ. ๑/๒๓๕/๒๘๔, สํ.ฏีกา ๑/๒๓๕/๓๒๖)
๒ อัพพุทะ หมายถึงรูปละเอียดที่เกิดถัดจากกลละนั้นไป ๗ วัน มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ มีลักษณะเหมือนดีบุก
เหลว (สํ.ส.อ. ๑/๒๓๕/๒๘๕, สํ.ฏีกา ๑/๒๓๕/๓๒๖)
๓ ปุ่ม ๕ ปุ่ม หมายถึงในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม คือ แขน ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ (สํ.ส.อ. ๑/๒๓๕/๒๘๕)
ถ้าเปรียบเทียบศัพท์ต่างยุค ไซโกทคงเทียบเท่ากับกลลรูป สำหรับคำว่า ‘กลละ’ นั้นบาลีว่าเป็นหยาดน้ำใสขนาดกระจิริด สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจเรื่องมาตราวัดเป็นหน่วยมิลลิเมตร
เลยต้องอาศัยวิธีสร้าง กลละเทียมๆขึ้นมาให้เห็นว่าขนาดเท่าไหน คือเอาขนสัตว์ที่ละเอียดมากๆอย่างขนจามรีในภูเขาหิมาลัยมาจุ่มน้ำมันงา
จุ่มแล้วสลัดเจ็ดครั้ง น้ำมันงาเหลือติดขนจามรีอยู่แค่ไหนก็คือขนาดและลักษณะที่คล้ายคลึงกับกลละ มีคนทดลองสลัดน้ำมันงาจากขนจามรีเจ็ดครั้ง
ก็ปรากฏว่าได้ขนาดเท่าไซโกทจริงๆ! คิดดูนะครับ คำว่า‘กลละ’ เป็นพุทธวจนที่สืบทอดกันมาหลายพันปี ไม่ใช่เพิ่งมีใครบัญญัติขึ้นตามเทคโนโลยีใหม่
แปลว่าพระพุทธองค์ท่านมีวิธีรู้ที่ไม่อาศัยเครื่องมือช่วยเหมือนสมัยเรา ซึ่งทุกวันนี้ความรู้ทางแพทย์ก็ยืนยันว่าท่านตรัสไว้ถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอน”
ในเมื่อพระองค์รู้แจ้งรูปธรรมระดับจุลภาคด้วยใจ เรื่องอื่นเช่นการมาปฏิสนธิของวิญญาณ รวมทั้งการกำหนดขอบเขตการเริ่มภาวะแห่งชีวิตมนุษย์
พระองค์ก็น่าจะถูกด้วย และธรรมมะที่พระองค์ทรงสอนทั้งหมด เรื่องบุญบาป สวรรค์อบายนรก เปตรผี ก็คงจะถูกต้องด้วย“
2.เรืองภายนอก คือเรื่องภายนอกโลก พระองค์รู้ว่า ในจักรวาลนี้ มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มากมาย เป็นแสนโกฏิจักรวาล (โกฏิหนี่งก็เท่ากับสิบหกล้าน)
ซึ่งพระองค์รู้ได้อย่างไร เพราะอินเดียในสมัยนั้นก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถสร้างยานอวกาศออกไปนอกโลกได้
แม้กล้องส่องดูดาวอย่างสมัยปัจจุบัน(กล้องอี-อีแอลที)ที่สามารถส่องไปดูนอกโลกได้ไกลมาก ดูกาแลกซี่ทางช้างเผือกได้
กล้องแบบนั้นก็คงไม่น่าจะมีในยุคสมัยพุทธกาล ส่วนผู้ที่มีศรัทธาในพระองค์ก็คงจะไม่สงสัย เพราะพระพุทธองค์มีสัพพัญญูตญาญรู้สิ่งทั้งปวง และในสมัยนั้นถ้าพระพุทธองค์พูดว่า โลกเป็นผู้เคลื่อนรอบดวงอาทิตย์ คนก็คงจะไม่เชื่อแต่จะหาว่าพระองค์เป็นบ้าไปเสียแล้ว “ก็เห็นๆอยู่ว่า ตอนเช้าดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนขึ้นมา ตอนกลางวันดวงอาทิตย์ก็ตั้งฉากอยู่บนหัว ตอนเย็นดวงอาทิตย์ก็กำลังเคลื่อนตกดิน พระสมณะโคดมนี่พูดโกหกเพ้อเจ้อไปเสียแล้ว” ก็จะมีผลกระทบต่อพระธรรมคำสอน พระองค์นั้นเป็นมนุษย์ที่ฉลาดก็คงเห็นว่าควรกล่าวอนุโลมตามภาษายุคสมัยนั้น
หนึ่งโลกธาตุในความหมายของพระองค์ ก็คือดวงอาทิตย์มันแผ่แสงรัศมีออกมาได้กว้างเท่าไร นั่นแหละเรียกว่า 1 โลกธาตุ
ซึ่งถ้าเทียบกับวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คือ 1 กาแล็กซี่นั้นเอง
ผมขอยกพระสูตรที่สืบทอดกันมาสองพันห้าร้อยกว่าปี มาให้อ่านนะครับ
จูฬนีสูตร จากหนังสือพระไตรปิฏก
ดูกรอานนท์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร อานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศ สว่างไสวรุ่งโรจน์
โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์ พันดวง มีอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มี อปรโคยานทวีปพันหนึ่ง
มีอุตตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มี มหาสมุทรสี่พัน มีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มี เทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง
มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพัน หนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง มี พรหมโลกพันหนึ่ง
ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลก คูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุอย่างเล็ก ซึ่งมีพันจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุ อย่างกลางมีล้านจักรวาล
โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ อย่างกลางมีล้าน จักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล
ดูกรอานนท์ ตถาคตมุ่งหมายอยู่ พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาลให้รู้แจ้งได้ ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย ฯ
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคพึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่
ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งด้วยพระสุรเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่ พระองค์ทรงมุ่งหมายอย่างไร ฯ
พ. ดูกรอานนท์ พระตถาคตในโลกนี้ พึงแผ่รัศมีไปทั่วโลกธาตุอย่าง
ใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล เมื่อใด หมู่สัตว์พึงจำแสงสว่างนั้นได้
เมื่อนั้น พระตถาคตพึงเปล่งพระสุรเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน พระตถาคตพึงทำให้โลกธาตุ อย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาลให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง
หรือพึงทำให้รู้ แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย ด้วยอาการเช่นนี้แล ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลว่า เป็นลาภของข้าพระองค์หนอ ข้าพระองค์ได้ดีแล้วหนอที่ข้าพระองค์มีพระศาสดาผู้มีฤทธิ์
มีอานุภาพมากอย่างนี้ เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้ กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ท่านจะได้ประโยชน์อะไร ถ้า ศาสดาของท่านมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้ พระผู้มี-
พระภาคได้ตรัสกะท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ ถ้าอานนท์
ยังไม่หมดราคะเช่นนี้ พึงทำกาละไป เธอพึงเป็นเจ้าแห่งเทวดาในหมู่เทวดา ๗ ครั้ง
พึงเป็นเจ้าจักรพรรดิในชมพูทวีปนี้แหละ ๗ ครั้ง เพราะจิตที่เลื่อมใสนั้น ดูกรอุทายี ก็แต่ว่าอานนท์จักปรินิพพานในอัตภาพนี้เอง ฯ
จบอานันทวรรคที่ ๓
สรุปจากพระสูตรนี้
โลกธาตุอย่างเล็กมี พันจักรวาล
โลกธาตุอย่างกลาง คูณด้วยพันโลกธาตุอย่างเล็ก คือ 1 ล้านจักรวาล
โลกธาตุอย่างใหญ่ คูณด้วยพันโลกธาตุอย่างกลาง คือ 1 พันล้านจักรวาล(แสนโกฏิจักรวาล)
วิเคราะห์ทางดาราศาสตร์ในปัจจุบัน
1. ระบบสุริยะจักรวาลของดาวฤกษ์ต่างๆ เช่นดังดวงอาทิตย์-โลกที่เราเห็นอยู่.
2. กาแลคชี้ คือกลุ่มดาวที่อยู่รวมกันเป็นเอกเทศของตนเอง กาแลคชี้แต่ละกาแลคชี้จะอยู่ห่างไกลกันมาก ขนาดกาแลคชี้ก็แบ่งเป็นขนาดเหมือนกันคือ
กาแลคชี้ขาดเล็ก (มีกลุ่มดาวฤกษเป็นพันเป็นหมื่น ที่เป็นเอกเทศ)
กาแลคชี้ขาดใหญ่ (มีหลายๆ ล้านจักรวาลอยู่ภายใน เช่นกาแลคชีทางช้างเผือกของเรา)
กาแลคชี้ขนาดชุปเปอร (เกิดจาก กาแลคชี้ขนาดเล็กและใหญ่ ดึงดูดมาร่วมกันกลายเป็นกาแลคชี้ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ)
ดังนั้นเมื่อเทียบกันแล้ว พุทธ-ดาราศาสตร์
จักรวาล ก็คือ สุริยะจักรวาล นั้นเอง.
โลกธาตุ ก็คือ กาแลคชี้ หรือกลุ่มดาวที่อยู่รวมกลุ่มกันเป็นพันขึ้นไป
อ้างอิง[แก้]
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต จูฬนีสูตร สุตตันตะปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม 1 ภาค 3 หน้า 431
สุริยสูตร พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 214
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพาน
แต่ความจริงที่เด็ดกว่านั้นที่พระพุทธเจ้ารู้เห็นด้วยตาทิพย์นั้นไม่ใช่แค่ดวงดาวและกาแล็กซี่ที่อยู่ในกาแลคซี่อื่น
แต่พระองค์ยังเห็นและนำมาบอกว่า มีสวรรค์ มีนรกซ้อนอยู่ในจักรวาลมากมาย แต่ละโลกธาตุ(กาแล็กซี่)
จะมีสวรรค์ จะมีพรมโลก จะมีโลกมนุษย์ จะมีโลกเปตร จะมีนรก อยู่ในโลกธาตุนั้นๆ
แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยมังสะจักษุ(ตาเนื้อ) แต่สามารถมองเห็นได้ด้วยทิพย์จักขุ(ตาทิพย์)ทั้งใกล้และไกลเห็นได้หมด
คือโลกธาตุ 1 ในความหมายของพระองค์ ก็คือ 1กาแล็กซี่ในความหมายของวิทยาศาสตร์
1โลกธาตุนี้ จะมีสวรรค์ จะมีนรก จะมีดวงจันทร์ 1 ดวง จะมีดวงอาทิตย์ 1ดวง และดาวโลกมนุษย์แบบเรา1ดวง
และดวงดาวอื่นๆที่อยู่ในแสงรัศมีดวงอาทิตย์ที่แผ่ไปถึง นี้เรียกว่า 1 โลกธาตุ(กาแล็กซี่)
และที่เด็ดกว่านั้นอีกคือพระองค์รู้ด้วยว่า ทำกรรมอย่างไรจึงเป็นเหตุให้เข้าถึงโลกนั้นๆ เช่น ทำกรรมอย่างไรจึงเป็นเหตุให้เข้าถึงสวรรค์เมื่อตายแล้ว
ก็ต้องทำกุศลกรรมบทสิบ หรือทานศีล เมือตายแล้วจักรวาลจึงจะเหวี่ยงให้ไปเกิดในสวรรค์มีกายทิพย์ได้กายทิพย์ หรือกรรมจัดให้ไปเกิดในสวรรค์นั้นเอง
ส่วนนรกถ้าทำแต่อกุศลกรรมบทสิบ หรือไม่ให้ทาน ไม่รักษาศีล กรรมก็จะให้ไปเกิดในนรก เป็นต้น
ดังนั้น พระองค์รู้โลกภายนอกขนาดนี้ แสดงว่าธรรมะพวกบุญบาป กรรมดีกรรมชั่ว นิพพาน ที่พระองค์เอามาสอนทุกตัวอักษรในพระไตรปิฏกทั้งหมดนั้นก็ล้วนเป็นความจริงทุกอย่างทุกประการ
ไม่ใช่มั้วนุ่มนิ่มแต่งขึ้นหลอกเด็ก หวังลาภสักการะแต่อย่างใด แต่ล้วนรู้ด้วยสัพพัญญูตญาณ
แม้แต่ที่นักวิทยาศาสตร์บางคนที่กล่าวว่า คนมาจากลิง มีวิวัฒนาการมาจากลิง แต่พระพุทธเจ้าผู้มีสัพพัญญูกับตรัสว่า คราวที่โลกแตกสลายเพราะดวงอาทิตย์ 7 มาปรากฏอยู่ในกาแล็คซี่เดียว
โลกก็ร้อนระอุ จนสลาย จากนั้นใช้เวลานานนับหลายกัปเลยที่โลกเริ่มก่อตัวขึ้นมาเป็นโลกอีกครั้ง
เมื่อโลกเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว มีพรหมพวกหนึ่งจุติ(ตาย) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ อุบัติเป็นมนุษย์เต็มตัวเลย
ไม่มีมวารหนัก ไม่มีทวารเบา ก็คือไม่มีอวัยวัยเพศ ไม่รูถ่ายอุจจาระ และมีปิติทางใจเป็นอาหาร
แต่ต่อมาเริ่มทำบาปอกุศลพูดให้กันว่าให้กัน อวัยวะเพศจึงปรากฏ เป็นแบบชายบ้าง แบบหญิงบ้าง
รูทวารหนังจึงปรากฏ เมื่อปรากฏมีเพศแล้วบางพวกก็ร่วมเพศกันจนตั้งท้อง การเกิดของมนุษย์ก็เลยเปลี่ยนไป
เป็นการเกิดเหมือนในปัจจุบันที่เห็นกันอยู่ คือร่วมเพศกัน ให้อสุจิและไข่ผสมกัน และมีจิตวิญญาณจากภพอื่นมาปฏิสนธิหรือมาสิงอยู่ในไข่และอสุจิรวมกัน
นี่ก็คือวิวัฒนาการความเป็นมาของมนุษย์ในทางพุทธศาสนา
ว่ากันเรื่องดวงอาทิตย์ต่อ
ลองอ่านพระสูตรนี้ให้จบนะ เป็นสูตรที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ 7 ดวงทำลายโลก
(อุปมาแห่งการคำนวณความเป็นอนิจจัง)
ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (อนิจฺจ); ภิกษุ ท. ! สังขาร
ทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน (อธว); ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไร
ไม่ได้ (อนสฺสาสิก). ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขาร
ทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง.
ภิกษุ ท. ! ขุนเขาสิเนรุ(ภูเขาทิพย์ที่ตั้งของสวรรค์ทั้งหกชั้นที่ซ้อนอยู่ในกาแลกซี่ ผู้ใดปราถนาจะเห็นต้องทำสมาธิให้ได้ตาที่สาม) โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐
โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นจากผิวพื้นสมุทร
๘๔,๐๐๐ โยชน์ :-
ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลาย
แสนปี ที่ฝนไม่ตกเลย. เมื่อฝนไม่ตก (ตลอดเวลาเท่านี้). ป่าใหญ่ๆอัน
ประกอบด้วยพืชคามภูตคามไม้หยูกยาและหญ้าทั้งหลาย ย่อมเฉา ย่อมเหี่ยวแห้ง
มีอยู่ไม่ได้ (นี้ฉันใด); ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขาร
ทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น.ภิกษุ
ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลาย
กำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง.
ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง
กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่สอง ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่สองปรากฏ,
แม่นํ้าน้อย หนอง บึง ทั้งหมดก็งวดแห้งไป ไม่มีอยู่ (นี้ฉันใด); ภิกษุ ท. ! สังขาร
ทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืนฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็น
สิ่งหวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายใน
สังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง.
ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง
กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่สาม ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่สามปรากฏ,
แม่นํ้าสายใหญ่ๆ เช่นแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดก็งวดแห้งไป
ไม่มีอยู่ (นี้ฉันใด); ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขาร
ทั้งหลาย ไม่ยั่งยืนฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งหวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น.
ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อ
จะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง.
ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง
กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่สี่ ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่สี่ปรากฏ, มหา
สระทั้งหลาย อันเป็นที่เกิดแห่งแม่น้ำใหญ่ๆเช่นแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู
มหี มหาสระเหล่านั้นทั้งหมดก็งวดแห้งไป ไม่มีอยู่ (นี้ฉันใด); ภิกษุ ท. !
สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืนฉันนั้น, สังขาร
ทั้งหลาย เป็นสิ่งหวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะ
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อย
วาง.
ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง
กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่ห้า ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ห้าปรากฏ, นํ้า
ในมหาสมุทรอันลึกร้อยโยชน์ ก็งวดลง น้ำในมหาสมุทรอันลึก สอง - สาม - สี่ -
ห้า - หก - เจ็ดร้อยโยชน์ก็งวดลง เหลืออยู่เพียงเจ็ดชั่วต้นตาล ก็มี เหลืออยู่เพียง
หก - ห้า - สี่ - สาม - สอง กระทั่งหนึ่งชั่วต้นตาล ก็มี งวดลง เหลืออยู่เพียงเจ็ด
ชั่วบุรุษ ก็มี เหลืออยู่เพียง หก - ห้า - สี่ - สาม - สอง - หนึ่ง กระทั่งครึ่งชั่วบุรุษ
ก็มี งวดลง เหลืออยู่เพียงแค่สะเอว เพียง แค่เข่า เพียง แค่ข้อเท้า กระทั่ง
เหลืออยู่ ลึกเท่านํ้าในรอยเท้าโค ในที่นั้นๆเช่นเดียวกับน้ำในรอยเท้าโคเมื่อฝน
เม็ดใหญ่เริ่มตกในฤดูสารท ลงมาในที่นั้นๆ. ภิกษุ ท. ! เพราะการปรากฏแห่ง
อาทิตย์ดวงที่ห้า นํ้าในมหาสมุทรไม่มีอยู่แม้สักว่าองคุลีเดียว. (นี้ฉันใด);
ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืนฉันนั้น,
สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งหวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็
พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้ว
เพื่อจะปล่อยวาง.
ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง
กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่หก ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่งอาทิตย์ดวง
ที่หก, มหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ ก็มีควันขึ้น ยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น เปรียบเหมือน
เตาเผาหม้อ อันนายช่างหม้อสุมไฟแล้ว ย่อมมีควันขึ้นโขมง ยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น
ฉะนั้น (นี้ฉันใด); ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย
ไม่ยั่งยืนฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งหวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. !
เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลาย
กำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง.
ภิกษุ ท. ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบางคราว โดยการล่วงไปแห่ง
กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่เจ็ด ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่ง อาทิตย์
ดวงที่เจ็ด, มหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีไฟลุก โพลงๆ มีเปลวเป็นอัน
เดียวกัน. เมื่อมหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ อันไฟเผาอยู่ ไหม้อยู่อย่างนี้ เปลว
ไฟถูกลมซัดขึ้นไป จนถึงพรหมโลก. ภิกษุ ท. ! เมื่อขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาอยู่
ไหม้อยู่ วินาศอยู่ อันกองไฟท่วมทับแล้ว, ยอดทั้งหลายอันสูงร้อยโยชน์บ้าง
สอง - สาม - สี่ - ห้าร้อยโยชน์บ้าง ก็พังทำลายไป. ภิกษุ ท. ! เมื่อมหาปฐพีนี้
และขุนเขาสิเนรุอันไฟเผาอยู่ ไหม้อยู่, ขี้เถ้าและเขม่าย่อมไม่ปรากฏ เหมือนเมื่อ
เนยใส หรือน้ำมันถูกเผา ขี้เถ้าและเขม่าย่อมไม่ปรากฏ ฉะนั้น (นี้ฉันใด); ภิกษุ
ท. ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น, สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืนฉันนั้น,
สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งหวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว
เพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะ
ปล่อยวาง.
ภิกษุ ท. ! ในความข้อนั้น ใครจะคิด ใครจะเชื่อ ว่า “ปฐพีนี้และ
ขุนเขาสิเนรุ จักลุกไหม้ จักวินาศ จักสูญสิ้นไปได้” นอกเสียจาก พวกมีบทอัน
เห็นแล้ว.(มีอนาคตังสญาญ คือ ญาญหยั่งรู้อนาคต)
- สตฺตก. อํ ๒๓/๑๐๒ - ๑๐๕/๖๓.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น